นางจิราพร เชาวน์ประยูร ยามาโมโต้
พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
จังหวัดเชียงใหม่

นโยบาย
แผน
สรุปผลการดำเนินงาน
สถานการณ์ทางสังคม
สารสนเทศ
แผนที่ทางสังคม EIS
แผนที่ทางสังคม MIS
แผนที่ทางสังคม GIS
มาตรฐาน
การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น
กองทุน
โครงการ / กิจกรรม
เครื่อข่าย
อาสาสมัครพัฒนาสังคมฯ (อพม.)
กลุ่มเป้าหมาย
ผู้สูงอายุ
สตรี
เด็ก
หลากหลายความรู้
ข้อคิดดีๆ
เตรียมสอบ
จัดระเบียบขอทาน
จัดระเบียบคนขอทานส่วนภูมิภาค
คำสังแต่งตั้งฯ ระดับจังหวัด
คำสั่งแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่
การจัดระเบียบคนขอทาน .ppt
VDO พรีเซ้นเตชั่น
รณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์
แผ่นพับ ต่อต้านการค้ามนุษย์
VDO ค้ามนุษย์
VTR ค้ามนุษย์ (sub eng)
 
ลิงค์ พมจ.76 จังหวัด

 

 



 

บริการด้านการพัฒนาสังคม

การจดทะเบียนคนพิการ ขึ้นไป

การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการนั้น ถือเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาคนพิการอย่างยั่งยืน อันจะทำให้คนพิการอยู่ในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับคนทั่วไป ดังนั้นรัฐบาลไทยจึงได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ.2534 ขึ้น เพื่อส่งเสริมให้คนพิการได้รับสิทธิและโอกาสในการฟื้นฟูสมรรถภาพทางด้านการแพทย์ การศึกษา อาชีพ และสังคม โดยคนพิการที่จะรับสิทธิและโอกาสดังกล่าวให้ยื่นจดทะเบียนคนพิการ สำหรับลักษณะประเภทความพิการที่สามารถจดทะเบียน คนพิการได้ตามที่ พ.ร.บ. กำหนด คือ

  1. พิการทางการมองเห็น ได้แก่ คนที่มีสายตาพิการ สายตาเลือนลาง ตาบอดทั้ง 2 ข้าง ซึ่งมีระดับความผิดปกติตั้งแต่ระดับ 1 ถึง ระดับ 5 ไม่รวมตาบอดข้างเดียว
  2. พิการทางการได้ยินหรือการสื่อความหมาย ได้แก่ คนเป็นใบ้/หูหนวก ที่มีระดับความผิดปกติตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป ยกเว้นเด็กอายุไม่เกิน 7 ปี ที่มีความผิดปกติทางการได้ยินตั้งแต่ระดับ 2 ขึ้นไป
  3. พิการทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหว ได้แก่ คนที่มีความพิการทางด้านแขน ขา ลำตัวที่มีระดับความผิดปกติตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป
  4. พิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม ได้แก่ ผู้ที่มีความผิดปกติหรือความบกพร่องทางจิตใจหรือสมองในส่วนของการรับรู้ อารมณ์ ความคิด จนไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมที่จำเป็นในการดูแลตนเองหรืออยู่ร่วมกับผู้อื่น ซึ่งมีระดับความผิดปกติระดับ 1 และ ระดับ 2
  5. พิการทางสติปัญญาหรือการเรียนรู้ ได้แก่ คนที่มีความผิดปกติหรือความบกพร่องทางสติปัญญาและการเรียนรู้ด้วยวิธีการศึกษาปกติได้ ซึ่งมีระดับความผิดปกติตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป ยกเว้นเด็กพิการออทิสติก สามารถจดทะเบียนได้ โดยไม่มีระดับความพิการ

โดยคนพิการที่จดทะเบียนคนพิการแล้ว จะได้รับสมุดประจำตัวคนพิการเป็นหลักฐานในการยื่นขอรับบริการ หรือขอรับสิทธิประโยชน์ตามที่ พ.ร.บ. กำหนด ซึ่งคนพิการจะต้องดำเนินการขอต่ออายุสมุดประจำตัวคนพิการทุก 5 ปี เอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียน

เอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียน
  1. เอกสารรับรองความพิการซึ่งประเมินความพิการโดยแพทย์ของสถานพยาบาลของทางราชการ
  2. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวข้าราชการ หรือบัตรประจำตัวต่างด้าว หรือเอกสารอื่นที่ทางราชการออกให้
  3. กรณีเป็นผู้เยาว์ใช้สูติบัตร
  4. สำเนาทะเบียนบ้าน
  5. รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว จำนวน 2 รูป
เอกสารที่ใช้ในการขอต่ออายุสมุดประจำตัวคนพิการ
  1. กรณีคนพิการยื่นคำร้องด้วยตนเอง
    • สมุดประจำตัวคนพิการเล่มเดิม
    • สำเนาทะเบียนบ้าน
    • รูปถ่าย ขนาด 1 นิ้ว 1 รูป
    • เอกสารรับรองความพิการ หากสมุดเล่มเดิมไม่ระบุระดับความพิการ หรือมีระดับความพิการ ไม่ถึงระดับที่ พ.ร.บ. กำหนด
  2. กรณีบุคคลอื่นยื่นคำร้องแทนคนพิการ
    • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้แทน
    • สำเนาสมุดประจำตัวคนพิการเล่มเดิม
    • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของคนพิการ
    • รูปถ่าย ขนาด 1 นิ้ว (ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน) จำนวน 1 รูป
    • เอกสารรับรองความพิการ กรณี สมุดคนพิการเล่มเดิม ไม่มีระดับความพิการ หรือมีระดับ ความพิการไม่ถึงระดับที่ พ.ร.บ. กำหนด
สถานที่จดทะเบียนและต่ออายุสมุดคนพิการ

สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่

บริการที่จะได้รับตามพระราชบัญญัติฯ

บริการทางการแพทย์ คือ การรักษาพยาบาลเพื่อแก้ไขความพิการหรือเพื่อปรับสภาพความพิการ กายอุปกรณ์และเครื่องช่วยคนพิการต่าง ๆ คำแนะนำปรึกษาทางการแพทย์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ติดต่อขอรับบริการได้ที่สถานพยาบาลของรัฐทั่วประเทศ

บริการทางการศึกษา คือ การเข้าเรียนในสถานศึกษาต่าง ๆ อุปกรณ์และค่าใช้จ่ายในการเรียน คำแนะนำปรึกษาเกี่ยวกับการศึกษา ติดต่อขอรับบริการได้ที่กองการศึกษาเพื่อคนพิการ กรมสามัญศึกษา หรือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัด

บริการทางอาชีพ คือ แนะนำการประกอบอาชีพ การจัดฝึกอาชีพ ให้กู้ยืมเงินทุนประกอบอาชีพตลอดจนบริการจัดหางานในสถานประกอบการที่เข้าข่ายต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวง เรื่องการจ้างงานคนพิการที่ออกตามความใน พ.ร.บ. การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ.2534

บริการทางสังคม คือ ให้คำปรึกษาแนะนำ บริการช่วยเหลือเด็กและครอบครัวคนพิการที่มีฐานะยากจนและประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ รวมถึงเบี้ยยังชีพคนพิการ ให้กับคนพิการที่มีสภาพความพิการมากจนไม่สามารถประกอบอาชีพได้และมีฐานะยากจน ซึ่งบริการทางอาชีพและสังคม ติดต่อขอรับบริการได้ที่หน่วยงานที่ให้บริการแก่คนพิการในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

การกู้ยืมเงินกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการขึ้นไป

“กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ” จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ.2534 และเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นบริการทางสังคมรูปแบบหนึ่งที่รัฐบาลใช้เป็นกลไกเพิ่มสิทธิและโอกาสให้คนพิการได้รับการพัฒนาศักยภาพสู่เป้าหมายการพึ่งพาตนเองได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป ซึ่งกิจกรรมหลักของกองทุนฯ คือ บริการเงินกู้ยืมประกอบอาชีพ

วัตถุประสงค์ของการให้กู้ยืม
  1. เพื่อการประกอบอาชีพ
  2. เพื่อการขยายกิจการ
คุณสมบัติของผู้มีสิทธิกู้ยืม
  1. เป็นคนพิการที่จดทะเบียนแล้ว ตาม พ.ร.บ. การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534
  2. มีอายุ 15 ปีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 70 ปี
  3. ต้องมีชื่อในทะเบียนบ้านอยู่ในท้องที่ที่ยื่นขอกู้
  4. ไม่เป็นผู้ค้างชำระหนี้เงินกองทุน
  5. ผู้รับเบี้ยยังชีพคนพิการ ไม่มีสิทธิกู้ยืมเงินกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ
หลักฐานประกอบการพิจารณา
  1. สำเนาสมุดประจำตัวคนพิการ
  2. สำเนาทะเบียนบ้าน
  3. แผนผังที่พักอาศัย หรือที่ประกอบกิจการ
  4. วัตถุประสงค์ในการขอกู้ยืมเงินและประมาณการค่าใช้จ่าย
  5. รูปถ่ายเต็มตัวเห็นสภาพความพิการ จำนวน 2 รูป
  6. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
  7. สำเนาหลักฐานการศึกษา (ถ้ามี)
คุณสมบัติของบุคคลค้ำประกัน
  1. มีความสามารถในการทำนิติกรรม
  2. มีภูมิลำเนาเป็นหลักแหล่ง มีอาชีพและรายได้มั่นคง มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในท้องที่ที่ผู้กู้ยื่นขอกู้ ไม่น้อยกว่า 6 เดือน
  3. หากผู้ค้ำประกันเป็นคนพิการ ต้องเป็นบุคคลที่ไม่มีประวัติการค้างชำระหนี้เงินกองทุนติดต่อกัน 2 งวด
  4. ต้องไม่เป็นสามีหรือภรรยาของผู้กู้ตามกฎหมาย ทั้งนี้ ผู้ค้ำประกันคนหนึ่งจะค้ำประกันผู้กู้ยืมเงินกองทุนได้ไม่เกินหนึ่งราย
การชำระหนี้

ผ่อนชำระหนี้เป็นรายเดือน ภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่รับเงินกู้ตามสัญญา

การขออนุญาตจัดตั้งและขอต่ออายุหอพักขึ้นไป

หอพักหรือสถานที่ให้เช่าพักอื่นใดที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีนักเรียนนักศึกษา (ระดับไม่สูงกว่าปริญญาตรี) พักอาศัยอยู่ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป จะต้องจดทะเบียนเป็นหอพัก ตามพระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ.2507

หอพักมี 2 ประเภท คือ
  1. หอพักชาย สำหรับผู้พักที่เป็นชาย
  2. หอพักหญิง สำหรับผู้พักที่เป็นหญิง
เอกสารประกอบการยื่นคำร้องขออนุญาตจัดตั้งหอพักและเป็นผู้จัดการหอพัก
  1. หนังสือคำร้อง
  2. หนังสือคำขอใบอนุญาตให้ตั้งหอพัก (แบบ พ.1)
  3. หนังสือคำขอใบอนุญาตให้เป็นผู้จัดการหอพัก (แบบ พ.2)
  4. หนังสือแต่งตั้งผู้จัดการหอพัก (ในกรณีที่เจ้าของหอพักและผู้จัดการหอพักมิใช่บุคคลคนเดียวกัน)
  5. รูปถ่ายขนาด 1.5-2 นิ้ว ถ่ายหน้าตรง ไม่สวมหมวกและแว่นตาดำ (ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน) จำนวน 4 รูป (แยกเป็นเจ้าของหอพัก 2 รูป ผู้จัดการหอพัก 2 รูป)
  6. สำเนาทะเบียนบ้าน จำนวน 1 ฉบับ
  7. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวข้าราชการ หรือบัตรประจำตัวพนักงาน รัฐวิสาหกิจ จำนวน 1 ฉบับ
  8. ใบรับรองแพทย์ (ในกรณีที่เจ้าของหอพักและผู้จัดการหอพัก ไม่ใช่บุคคลคนเดียวกัน คนละ 1 ฉบับ)
  9. ระเบียบประจำหอพักซึ่งระบุในมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ.2507 เนื้อหาต้องครอบคลุมตามกำหนด 7 ข้อ จำนวน 2 ชุด พร้อมลงนามเจ้าของหอพักกำกับด้วย
  10. แบบแปลนอาคารแสดงโครงสร้างอาคาร จำนวน 2 ชุด ประกอบด้วย
    • รูปแสดงอาคารด้านหน้า ด้านข้าง
    • แบบแสดงแปลนพื้นที่แต่ละชั้นโดยแสดงรายละเอียดของห้องพัก ห้องน้ำ-ห้องส้วม ทางเดิน ประตูหน้าต่างพร้อมทั้งระบุขนาด ความกว้าง-ยาวของแต่ละห้องให้ชัดเจน จำนวน 1 ชุด
  11. แผนที่โดยสังเขป แสดงที่ตั้งของหอพักเพื่อสะดวกในการออกตรวจเยี่ยมของเจ้าหน้าที่
หมายเหตุ
  • เอกสารแบบฟอร์มตามข้อ 1,2,3,4,9 ขอรับได้ที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่บริเวณชั้น 1 ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่
  • แบบพิมพ์เขียวตามข้อ 10 ให้บรรจุในแผ่นเดียวกัน และควรใช้มาตราส่วน 1:100
  • ใบอนุญาตให้ตั้งหอพัก และให้เป็นผู้จัดการหอพักให้ใช้ได้จนถึง วันที่ 31 ธันวาคมของปีที่ออกใบอนุญาต
หลักฐานที่นำมายื่นขอต่ออายุทะเบียนเป็นเจ้าของหอพักและผู้จัดการหอพัก ทั้งบุคคลทั่วไป/นิติบุคคล
  1. คำขอต่ออายุใบอนุญาตให้ตั้งหอพักเจ้าของหอพัก (แบบ พ.5) หอพักหญิง 1ฉบับและหอพักชาย 1 ฉบับ
  2. คำขอต่ออายุใบอนุญาตให้เป็นผู้จัดการหอพัก (แบบ พ.6) หอพักหญิง 1ฉบับและหอพักชาย 1 ฉบับ
  3. ส่งคืนฉบับจริงใบอนุญาตให้ตั้งหอพัก (แบบ พ.3) ที่ได้รับไปแล้ว
  4. ส่งคืนฉบับจริงในอนุญาตให้เป็นผู้จัดการหอพัก (แบบ พ.4) ที่ได้รับไปแล้ว
  5. รูปถ่ายเจ้าของหอพัก และผู้จัดการหอพัก ขนาด 3 นิ้ว ถ่ายหน้าตรงไม่สวมหมวก แว่นตาดำ และถ่ายแล้วไม่เกิน 6 เดือน จำนวนคนละ 2 รูป รวม 4 รูป
อัตราค่าธรรมเนียม
  1. ใบอนุญาตให้ตั้งหอพัก 200 บาท
  2. ใบอนุญาตให้เป็นผู้จัดการหอพัก 100 บาท
  3. การต่ออายุใบอนุญาตให้ตั้งหอพัก 50 บาท
  4. การต่ออายุใบอนุญาตให้เป็นผู้จัดการหอพัก 50 บาท

การออกหนังสือรับรองให้แก่อาสาสมัครชาวต่างประเทศ เพื่ออยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวขึ้นไป

หนังสือรับรองที่สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะออกให้แก่อาสาสมัครชาวต่างประเทศ เพื่ออยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว เป็นหนังสือรับรองการปฏิบัติงานของอาสาสมัครชาวต่างประเทศ ซึ่งหมายถึง คนต่างด้าวที่ปฏิบัติงานกับองค์การเอกชนโดยมิได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้าง เว้นแต่ค่าอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย การรักษาพยาบาล ยานพาหนะ และสวัสดิการอื่น ๆ เพื่อแสดงว่าได้ปฏิบัติงานในองค์การเอกชนแห่งใด และการปฏิบัติงานเป็นประโยชน์ต่อสังคม สมควรได้รับการส่งเสริม สนับสนุนให้อยู่ปฏิบัติงานต่อในองค์การเอกชนนั้น ๆ ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว โดยองค์การเอกชน หมายความถึง มูลนิธิ สมาคม นิติบุคคล หรือองค์การอื่นที่เป็นหรือไม่เป็นนิติบุคคล ซึ่งดำเนินงานด้านการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และเกี่ยวข้องกับภารกิจกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

การออกหนังสือรับรอง

อาสาสมัครชาวต่างประเทศซึ่งเข้ามาปฏิบัติงานกับองค์การเอกชนในงานด้านพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะต้อง

  1. เป็นอาสาสมัครปฏิบัติงานกับองค์การเอกชนในราชอาณาจักรมาแล้วไม่น้อยกว่าสองเดือนและองค์การเอกชนนั้นได้แจ้งการเข้ามาปฏิบัติงานของอาสาสมัครผู้นี้ต่อสำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ไว้แล้ว
  2. ได้รับคำรับรองจากองค์การเอกชนที่ปฏิบัติงานอยู่ว่าเป็นอาสาสมัครชาวต่างประเทศที่ปฏิบัติงานกับองค์การนั้น ๆ และการปฏิบัติงานเป็นประโยชน์เกี่ยวกับภารกิจกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สมควรให้ปฏิบัติงานกับองค์การเอกชนนั้นต่อไป อีกทั้งรับรองว่าอาสาสมัครชาวต่างประเทศ ผู้นั้นไม่ประพฤติตนในทางที่ไม่เหมาะสม หรือขัดต่อศีลธรรมและวัฒนธรรมอันดีของไทย
  3. ได้รับการตรวจลงตราให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว
  4. ให้องค์การเอกชนยื่นคำขอหนังสือรับรองในเขตพื้นที่ที่อาสาสมัครชาวต่างประเทศผู้นั้นปฏิบัติงาน กล่าวคือ ในเขตกรุงเทพมหานคร ยื่นที่สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และส่วนภูมิภาค ยื่นที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด ก่อนครบกำหนดการตรวจลงตราไม่น้อยกว่าสามสิบวัน (ตามแบบ อสต.1)
  5. หากอาสาสมัครชาวต่างประเทศที่ได้รับหนังสือรับรองไปแล้ว ลาออก เปลี่ยนแปลงที่อยู่ หรือย้ายไปปฏิบัติงานในองค์การเอกชนแห่งใหม่ ให้องค์การเอกชนที่รับรอง ตามข้อ 2 รายงานสำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ภายในสิบห้าวันนับตั้งแต่มีการลาออก ย้าย หรือเปลี่ยนแปลงที่อยู่
เอกสารประกอบคำขอ
  1. แบบคำขอ อสต 1 (ขอรับได้ที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด)
  2. รูปถ่าย ขนาด 5x6 ซม. จำนวน 3 รูป
  3. หนังสือรับรองการจ้าง Work Permit ทุกหน้า
  4. หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล มูลนิธิ หรือองค์กร สมาคม
  5. สำเนาหนังสือเดินทางทุกหน้า VISA
  6. สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน
  7. แผนที่ตั้งของสถานประกอบการ
  8. รูปถ่ายสถานประกอบการ (จำนวน 2 ชุด ทุกรายการ)

กองทุนผู้สูงอายุขึ้นไป

กองทุนผู้สูงอายุจัดตั้งตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2547 โดยในมาตรา 13 ได้กำหนดให้จัดตั้งกองทุนขึ้นในสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการ และผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อเป็นทุนใช้จ่ายเกี่ยวกับการคุ้มครอง การส่งเสริม และการสนับสนุนผู้สูงอายุตามพระราชบัญญัตินี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการคุ้มครอง การส่งเสริมและการสนับสนุนให้มีศักยภาพ ความมั่นคง และมีคุณภาพชีวิตที่ดี รวมทั้งสนับสนุนกิจกรรมขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุในการส่งเสริม สนับสนุนผู้สูงอายุได้อย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง

กองทุนผู้สูงอายุประกอบด้วย 2 กิจกรรมหลัก ได้แก่
  1. การบริการเงินทุนประกอบอาชีพ
  2. การสนับสนุนกิจกรรมกลุ่ม/องค์กร/และหรือเครือข่ายผู้สูงอายุ
ผู้ประสงค์ขอรับการสนับสนุนเงินจากกองทุน จะต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
  1. ป็นหน่วยงานภาครัฐ หรือองค์กรภาคเอกชน หรือองค์กรของผู้สูงอายุที่ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ และกิจกรรมเกี่ยวกับการคุ้มครอง การส่งเสริม และการสนับสนุนผู้สูงอาย
  2. ผู้สูงอายุรายบุคคล หรือรายกลุ่ม
การกู้ยืมเงินเพื่อเป็นทุนประกอบอาชีพ
  1. กู้ยืมเป็นรายบุคคลไม่เกิน 15,000 บาท
  2. รายกลุ่มๆ ละไม่น้อยกว่า 5 คน ได้กลุ่มละไม่เกิน 100,000 บาท
  3. มีผู้ค้ำประกันซึ่งไม่ใช่คนเดียวกับผู้กู้และรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม
  4. ผู้กู้และผู้ค้ำต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรส (ถ้ามี)
  5. ชำระคืนไม่เกิน 3 ปี ไม่มีดอกเบี้ย
  6. ผู้ขอกู้ยืมเงินจะต้องไม่ได้รับความช่วยเหลือจากแหล่งทุนอื่น หรือได้รับแต่ไม่เพียงพอ
  7. มีการทำสัญญาด้วย
แนวทางการเขียนโครงการขอรับการสนับสนุนจากกองทุนผู้สูงอายุ
ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป
  1. ชื่อโครงการภาษาไทย ชื่อโครงการภาษาอังกฤษ (ถ้ามี)
  2. องค์กรที่เสนอโครงการ
  3. องค์กรของท่านจัดอยู่ในองค์กรประเภทใด
  4. รายชื่อคณะกรรมการ/ตำแหน่ง
  5. ที่ตั้งสำนักงาน พร้อมแผนที่
  6. ปีที่จดทะเบียนก่อตั้งองค์กรหรือปีที่เริ่มดำเนินการ
  7. ผู้รับผิดชอบโครงการ
  8. วัตถุประสงค์ขององค์กร
  9. กิจกรรมหรือโครงการที่องค์กรดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน (โดยสรุป)
  10. ผลงานในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา (โดยสรุป)
ส่วนที่ 2 รายละเอียดข้อมูลโครงการขอรับการสนับสนุนเงินกองทุน
  1. ชื่อโครงการ
  2. งบประมาณโครงการ
    • จำนวนงบที่ต้องการสนับสนุนจากกองทุนผู้สูงอายุ..............บาท
    • งบประมาณสมทบจากองค์กรที่เสนอโครงการ................บาท
    • ได้เสนอโครงการเดียวกันนี้เพื่อรับการสนับสนุนจากแหล่งทุนอื่นหรือไม่
  3. โครงการนี้จะเริ่มและจบลงเมื่อใด
  4. โปรดให้รายชื่อบุคคลที่น่าเชื่อถือที่สามารถอธิบายถึงผลงานของท่านที่ผ่านมาได้ 2 ท่าน
  5. องค์กรของท่านเคยมีผลงานด้านการส่งเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุ
  6. องค์กรของท่านเคยมีประสบการณ์ในการดำเนินงานหรือบริหารโครงการหรือไม่
  7. หลักการและเหตุผล
  8. วัตถุประสงค์
  9. กลุ่มเป้าหมายและพื้นที่ดำเนินงาน
  10. วิธีดำเนินการ
  11. ปฏิทินกิจกรรมหรือปฏิทินงานในโครงการ แสดงแผนการดำเนินงาน/ปฏิทินงานในแต่ละเดือน
  12. องค์กรที่ร่วมดำเนินงาน (ถ้ามี)
  13. งบประมาณ ควรแสดงรายละเอียดงบประมาณที่สมเหตุสมผล โดยประหยัดและคุ้มค่า
  14. ผลที่คาดว่าจะได้รับ แสดงผลที่จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมหลังจากเสร็จสิ้นโครงการ

การยื่นขอรับการสนับสนุนให้ยื่นต่อสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารกองทุน และแจ้งผลการอนุมัติให้ผู้ขอรับการสนับสนุนทราบ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับการพิจารณาอนุมัติ เมื่อได้รับอนุมัติต้องจัดให้มีการทำสัญญาก่อนจ่ายเงินด้วย

คำแนะนำการจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชนขึ้นไป

สถานที่รับเลี้ยงและพัฒนาเด็กที่มีอายุไม่เกินหกปีบริบูรณ์ และมีจำนวนตั้งแต่หกคนขึ้นไป ซึ่งเด็กไม่เกี่ยวข้องเป็นญาติกับเจ้าของหรือผู้ดำเนินการสถานรับเลี้ยงเด็กดังกล่าว ทั้งนี้ไม่รวมถึงสถานพยาบาลหรือโรงเรียนทั้งของรัฐและเอกชน

คุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาต, ผู้ดำเนินกิจการ, ผู้เลี้ยงดูเด็ก ตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอรับใบอนุญาตจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็ก พ.ศ. 2549
  1. ผู้ขอรับใบอนุญาตจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็ก
    1. 1.1 มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ และจบการศึกษาภาคบังคับ
    2. 1.2 ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี ไม่มีประวัติการกระทำผิดต่อเด็ก หรือละเมิดสิทธิเด็ก
    3. 1.3 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษซึ่งไม่เป็นความผิดเกี่ยวกับเด็ก
    4. 1.4 ไม่เป็นโรคติดต่อร้ายแรง ไม่เป็นผู้วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบหรือไม่เป็นผู้ติดสารเสพติด 1.5 ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ ในกรณีที่ผู้ขอรับใบอนุญาตจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็ก เป็นนิติบุคคล ผู้มีอำนาจ ทำการแทนนิติบุคคลนั้น ต้องมีคุณสมบัติเช่นเดียวกัน
  2. ผู้ดำเนินกิจการ
    1. 2.1 กรณีผู้รับใบอนุญาตเป็นผู้ดำเนินกิจการด้วยตนเอง ต้องมีวุฒิการศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย หรือ มีประสบการณ์ในการทำงานเกี่ยวกับเด็กปฐมวัยอย่างน้อยหนึ่งปี โดยมีหนังสือรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผ่านการอบรมตามหลักสูตรที่ปลัดกระทรวงกำหนด และมีความรู้เรื่องโภชนาการและอาหารสำหรับเด็กปฐมวัย
    2. 2.2 กรณีเป็นผู้ดำเนินกิจการแทน มีคุณสมบัติเช่นเดียวกัน
  3. ผู้เลี้ยงดูเด็ก
    1. 3.1 มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ และจบการศึกษาภาคบังคับ
    2. (1) ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี ไม่มีประวัติการทำผิดต่อเด็ก หรือละเมิดสิทธิเด็ก
    3. (2) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษซึ่งไม่เป็นความผิดเกี่ยวกับเด็ก
    4. (3) เป็นผู้มีสุขภาพแข็งแรง ไม่เป็นโรคติดต่อร้ายแรง ไม่เป็นผู้วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือไม่เป็นผู้ติดสารเสพติด โดยมีการตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
    5. (4) มีวุฒิภาวะและบุคลิกลักษณะเหมาะสมทั้งด้านจิตใจ อารมณ์ สังคม มีความขยันอดทน และมีความตั้งใจที่จะปฏิบัติต่อเด็กด้วยความเมตตา ความอ่อนโยนที่จะเอื้ออำนวยต่อการทำหน้าที่เลี้ยงดูเด็กได้อย่างเหมาะสม
    6. (5) ผ่านการอบรมตามหลักสูตรที่ปลัดกระทรวงกำหนด
อัตราส่วนผู้เลี้ยงดูเด็กต่อจำนวนเด็ก
  • เด็กอายุแรกเกิด - 1 ปี อัตราส่วน 1 : 3
  • เด็กอายุ 1 ปี - 3 ปี อัตราส่วน 1 : 6
  • เด็กอายุ 3 ปี – 5 ปี อัตราส่วน 1 : 10
  • เด็กอายุ 5 ปี – 6 ปี อัตราส่วน 1 : 15
เอกสารประกอบคำขอใบอนุญาต
กรณีผู้ขอรับใบอนุญาตจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็ก เป็นบุคคลธรรมดา
  1. หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในสถานที่ และอาคารที่จะขออนุญาตจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็ก ในกรณีที่สถานที่ หรืออาคารเป็นของผู้อื่น ผู้ขอรับใบอนุญาตจะต้องมีหนังสือแสดงว่าได้รับความยินยอมจากเจ้าของสถานที่หรืออาคาร
  2. แผนผังแสดงที่ตั้งของสถานรับเลี้ยงเด็ก
  3. แบบแปลนแผนผังอาคารภายใน สถานที่ที่จะขออนุญาตจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็ก พร้อมรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้สอยอาคารและห้องต่าง ๆ ทุกห้อง
  4. ระเบียบหรือข้อบังคับการดำเนินงานของสถานรับเลี้ยงเด็ก
  5. ถ่ายภาพการใช้สอยอาคารและห้องต่าง ๆ ทุกห้อง ทั้งภายนอกและภายใน ดังนี้
    1. 5.1 ภายนอกอาคาร ประกอบด้วย
      1. 5.1.1 ภาพด้านหน้า – ด้านข้าง และทางเข้า – ออกของอาคาร
      2. 5.1.2 ป้ายชื่อสถานรับเลี้ยงเด็ก
      3. 5.1.3 ที่เล่นในร่ม/สนามเด็กเล่นในกรณีที่ตั้งบนพื้นที่ซีเมนต์ต้องมีวัสดุกันกระแทก
      4. 5.1.4 สมุดเซ็นรับ-ส่งเด็กในแต่ละวัน 5.1.5 มุมผู้ปกครอง/สื่อสัมพันธ์สำหรับผู้ปกครอง
      5. 5.1.6 เสาธงชาติ 5.1.7 ชั้นวางรองเท้าเด็ก พร้อมติดสัญลักษณ์
    2. 5.2 ภายในอาคาร ประกอบด้วย
      1. 5.2.1 พระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลปัจจุบัน พระพุทธรูป ธงชาติ
      2. 5.2.2 ตารางกิจกรรมใน 1 วันและรายการอาหารประจำ 5 วัน (อาหารกลางวันและอาหารว่างเช้าและบ่าย) (เฉพาะ 2 รายการนี้ ขอให้พิมพ์มาแทนรูปถ่าย)
      3. 5.2.3 ชั้นวางกระเป๋าเด็ก พร้อมติดสัญลักษณ์
      4. 5.2.4 บอร์ดสมาชิกเด็ก
      5. 5.2.5 ป้ายชื่อหน้าห้องทุกห้อง พร้อมระบุอายุเด็ก
      6. 5.2.6 ห้องพัฒนาเด็กจัดเป็นมุมประสบการณ์ต่าง ๆ
      7. 5.2.7 ห้องนอนเด็กพร้อมติดมุ้งลวด 5.2.8 ห้องรับประทานอาหารพร้อมภาชนะเครื่องใช้
      8. 5.2.9 ห้องพักเด็กป่วยพร้อมเตียง ที่นอน ตู้ยา และยาสำหรับเด็ก
      9. 5.2.10 เครื่องชั่งน้ำหนัก - ที่วัดส่วนสูง
      10. 5.2.11 ที่ดื่มน้ำสำหรับเด็กพร้อมภาชนะ
      11. 5.2.12 ห้องครัวหรือที่เตรียมอาหารและติดตั้งเครื่องดับเพลิง
      12. 5.2.13 ห้องน้ำ – ห้องส้วม สำหรับเด็ก
      13. 5.2.14 การหุ้มเหลี่ยมเสาด้วยวัสดุกันกระแทก
      14. 5.2.15 ที่กั้นทางขึ้น – ลง บันได (กรณีสูงกว่า 1 ชั้น)
  6. สรุปโครงสร้างบุคลากรและหน้าที่รับผิดชอบ 1 หน้า
  7. สำเนาทะเบียนบ้าน
  8. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
  9. ใบรับรองแพทย์ พร้อมผล X-Ray ปอด
  10. สำเนาหลักฐานการศึกษา/ประกาศนียบัตร/วุฒิบัตร/ปริญญาบัตร เกี่ยวกับการศึกษาเด็กปฐมวัย หรือผ่านการอบรมตามหลักสูตรที่ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กำหนด หรือมีประสบการณ์ในการทำงานเกี่ยวกับเด็กปฐมวัยอย่างน้อยหนึ่งปี โดยมีหนังสือรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  11. รูปถ่ายครึ่งตัวหน้าตรง ของผู้ขอรับใบอนุญาตจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็ก ไม่สวมหมวกขนาด 2 นิ้ว ซึ่งถ่ายมาแล้วไม่เกินหกเดือนจำนวนสามรูป
  12. กรณีที่ผู้ขอรับใบอนุญาตจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็ก ไม่ดำเนินการด้วยตนเองสามารถหาผู้ดำเนินกิจการแทนได้ โดยต้องมีวุฒิการศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาการเด็กปฐมวัย หรือมีประสบการณ์ในการทำงานเกี่ยวกับเด็กปฐมวัยอย่างน้อยหนึ่งปี โดยมีหนังสือรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือผ่านการอบรมตามหลักสูตรที่ปลัดกระทรวงกำหนด และมีความรู้เรื่องโภชนาการและอาหารสำหรับเด็กปฐมวัยเป็นอย่างดี พร้อมหลักฐานแสดงคุณวุฒิและเอกสารตามข้อ (8) (9) และ (10)
  13. ตัวอย่างสมุดบันทึกพัฒนาการเด็ก 1 เล่ม
กรณีผู้ขอรับใบอนุญาตจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็ก เป็นนิติบุคคล
  1. เอกสาร ตามข้อ (1) (2) (3) (4)และ (5) ของกรณีเป็นบุคคลธรรมดา
  2. สำเนาหรือภาพถ่ายใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนบริษัท, มูลนิธิ ,สมาคม, ห้างหุ้นส่วนจำกัด, คณะบุคคล, สหกรณ์ ฯลฯ แสดงวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการสถานรับเลี้ยงเด็ก
  3. หลักฐานการมอบอำนาจให้เป็นผู้แทนนิติบุคคล และผู้ดำเนินกิจการ
  4. หลักฐานของผู้ดำเนินกิจการ ตามข้อ (8)(9)(10) และ (11) ของกรณีเป็นบุคคลธรรมดา การต่ออายุใบอนุญาต

ใบอนุญาตจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็กมีอายุหนึ่งปีนับแต่วันออกใบอนุญาต การต่อใบอนุญาตจะให้ต่อพร้อมกันหมดในเดือนธันวาคมของทุกปี

ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ตามกฎกระทรวง กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมสำหรับการจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็ก พ.ศ. 2548

  1. คำขอ ฉบับละ 100 บาท
  2. ใบอนุญาต ฉบับละ 200 บาท
  3. ใบแทนใบอนุญาต ฉบับละ 200 บาท
  4. การต่อใบอนุญาต ปีละ 200 บาท
บทกำหนดโทษ

ผู้ใดจัดตั้งหรือดำเนินกิจการสถานรับเลี้ยงเด็ก โดยมิได้รับใบอนุญาตหรือใบอนุญาตถูกเพิกถอนหรือหมดอายุ ต้องระหว่างโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมขึ้นไป

การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม ดำเนินการโดยศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม สังกัด กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2520 ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2520 และตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม พ.ศ. 2522 เป็นหน่วยงานรับผิดชอบดำเนินการและดูแลด้านการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมทั่วราชอาณาจักร รวมทั้งทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม โดยปฏิบัติงานให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2533 และตามกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติดังกล่าว ในส่วนภูมิภาคได้แต่งตั้งให้มีคณะอนุกรรมการการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมประจำจังหวัดขึ้นทุกจังหวัดเพื่อทำหน้าที่ โดยมีสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเป็นสำนักงานเลขานุการ

การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมเป็นการให้บริการด้านสวัสดิการเด็ก การดำเนินงานให้รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมจำเป็นต้องอาศัยหลักของกฎหมายควบคู่กับหลักการทางสังคมสงเคราะห์ ซึ่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม พ.ศ.2522 พระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ.2533 กฎกระทรวงฉบับที่ 9 (พ.ศ.2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม พ.ศ.2522 พระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว พระราชบัญญัติทะเบียนราษฎร เป็นต้น

การขอรับเด็ก (ผู้เยาว์) เป็นบุตรบุญธรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และตามพระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมขึ้นไป

คุณสมบัติตามกฎหมายของผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม
  1. ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี (นับตั้งแต่วันเกิด ถึงวันที่ยื่นคำร้อง)
  2. ต้องมีอายุมากกว่าเด็กที่จะรับเป็นบุตรบุญธรรม ไม่น้อยกว่า 15 ปี
  3. ต้องเป็นผู้ที่ไม่ต้องห้ามเป็นผู้ปกครองเด็กตามมาตรา 1587 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้แก่
    • ผู้ซึ่งศาลสั่งว่าเป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ
    • ผู้ซึ่งเป็นบุคคลล้มละลาย
    • ผู้ซึ่งไม่เหมาะสมที่จะปกครองผู้เยาว์ หรือทรัพย์สินของผู้เยาว์
    • ผู้ซึ่งมีหรือเคยมีคดีในศาลกับผู้เยาว์ ผู้บุพการีหรือพี่น้องร่วมบิดามารดา หรือร่วมแต่บิดา หรือมารดากับผู้เยาว์
    • ผู้ซึ่งบิดาหรือมารดาที่ตายได้ทำหนังสือระบุชื่อ ห้ามไว้มิให้เป็นผู้ปกครอง
หลักเกณฑ์การขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม
  1. ผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมเป็นคนสัญชาติไทย ที่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ซึ่งขอรับเด็กสัญชาติไทยที่บิดามารดา หรือบิดาหรือมารดาเป็นผู้ให้ความยินยอม หรือเด็กที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอมของบิดามารดา และได้ผ่านการทดลองเลี้ยงดูครบกำหนดแล้ว
  2. ผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมเป็นคนสัญชาติไทย ที่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ซึ่งขอรับเด็กสัญชาติไทยที่ได้รับยกเว้นการทดลองเลี้ยงดูตามกฎหมาย
คุณสมบัติทางสังคมของผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม
  1. เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ ครอบครัวอบอุ่น ความสัมพันธ์ในครอบครัวดี
  2. ต้องมีสุขภาพสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ
  3. ต้องมีฐานะการครองชีพที่มั่นคง มีทรัพย์สินและรายได้ที่แน่นอน ไม่มีหนี้สิน และมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายการลี้ยงดูหรือสนับสนุนการศึกษาของเด็ก
  4. ต้องมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ถูกสุขลักษณะ อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ไม่อยู่ห่างไกลจากชุมชนมากเกินไป
  5. ต้องมีเวลาให้กับเด็กที่จะรับเป็นบุตรบุญธรรม ให้ความสำคัญ และเอาใจใส่เด็กอย่างใกล้ชิด
  6. ต้องมีเหตุผลในการขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมที่เหมาะสม ไม่เชื่อถือเรื่องโชคลาง รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมอย่างเปิดเผยและจริงใจ ไม่ได้รับการคัดค้านจากสมาชิกในครอบครัว ญาติพี่น้อง
  7. ต้องไม่มีบุตร หรือเด็กในความอุปการะมากเกินไป เพื่อให้บุตรบุญธรรมได้รับความรักและการเอาใจใส่อย่างเต็มที่
  8. ไม่เคยมีประวัติกระทำความผิดตามกฎหมาย หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง ต่อบุคคลอื่นหรือประพฤติผิดศีลธรรมและจารีตประเพณีอันดีงาม
  9. ต้องมีวุฒิภาวะเหมาะสมที่จะอุปการะเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนให้บุตรบุญธรรมประพฤติตนเป็นคนดี
เอกสารประกอบการพิจารณาของฝ่ายผู้ขอและคู่สมรส
  1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือ สำเนาบัตรข้าราชการ คนละ 1 ฉบับ
  2. สำเนาทะเบียนบ้าน คนละ 1 ฉบับ
  3. 3. สำเนาทะเบียนสมรส 1 ฉบับ หรือสำเนาทะเบียนการหย่า หรือสำเนาใบมรณะบัตร (กรณีคู่สมรสเสียชีวิต)
  4. หลักฐานการเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล คนละ 1 ฉบับ
  5. ใบรับรองแพทย์แสดงว่ามีร่างกายและจิตใจสมบูรณ์ คนละ 1 ฉบับ (ไม่เกิน 6 เดือน)
  6. รูปถ่ายหน้าตรง ขนาด 2 นิ้ว เท่านั้น คนละ 1 รูป (ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน)
  7. หากผู้ขอมีบุตรอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี บุตรต้องมาลงนามยินยอมให้บิดามารดารับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่ และแนบสำเนาบัตรประชาชนของบุตร คนละ 1 ฉบับ หากบุตรไม่สามารถมาลงนามได้ ให้ผู้ขอรับเด็กทำบันทึกระบุเหตุผลที่บุตรไม่สามารถมาลงนามให้ความยินยอม และให้บุตรนั้นทำบันทึกแสดงความยินยอมให้บิดามารดารับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
  8. หากคู่สมรสไม่ขอรับเด็กเป็นบุตรด้วย คู่สมรสต้องมาลงนามแสดงความยินยอมให้ผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมฝ่ายเดียวต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่ ในกรณีที่คู่สมรสไม่อาจให้ความยินยอม ไปจากภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ และหาตัวไม่พบเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี ต้องมีคำสั่งอนุญาตของศาลแทนการให้ความยินยอมของคู่สมรสนั้น
  9. กรณีผู้ขอรับเด็ก (มีสัญชาติไทย ไม่ได้ CITIZEN หรือ GREENCARD) ทำงานและอาศัยอยู่ต่างประเทศให้นำสำเนาหนังสือเดินทาง หนังสืออนุญาตทำงาน หนังสือรับรองการทำงานและรายได้ และทำหนังสือขอความร่วมมือเยี่ยมบ้านในต่างประเทศโดยต้องระบุสถานทูต หรือสถานกงสุลไทยที่ใกล้ที่อยู่ของตน และยินยอมจ่ายค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น
    ในการติดตามเยี่ยมบ้าน และติดตามการทดลองเลี้ยงดูเด็ก (กรณีต้องทดลองเลี้ยงดูเด็กตามกฎหมาย) ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (หลักฐานที่เป็นภาษาต่างประเทศ ต้องแปลเป็นภาษาไทย โดยแปลอย่างถูกต้อง และได้รับการรับรอง)
  10. หากผู้ขอรับเด็กมีคู่สมรส ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน แต่อยู่กินร่วมกันฉันท์สามีภรรยา คู่สมรสนั้นไม่สามารถขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมร่วมได้ และต้องลงนามในเอกสารคำร้องขอรับเด็ก พร้อมมีเอกสารหลักฐานดังกล่าวข้างต้น
เอกสารประกอบการพิจารณาของบิดามารดาเด็ก
  1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือสำเนาบัตรข้าราชการ คนละ 1 ฉบับ
  2. สำเนาทะเบียนบ้าน คนละ 1 ฉบับ
  3. สำเนาทะเบียนสมรสหรือสำเนาทะเบียนการหย่าและบันทึกการหย่าซึ่งระบุว่าฝ่ายใดเป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตร หรือสำเนาใบมรณะบัตร (กรณีคู่สมรสเสียชีวิต) จำนวน 1 ฉบับ
  4. หลักฐานการเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล คนละ 1 ฉบับ
  5. รูปถ่ายหน้าตรง ขนาด 2 นิ้วเท่านั้น คนละ 1 รูป (ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน)
  6. บิดามารดาเด็กต้องมาลงนามแสดงความยินยอมมอบเด็กเป็นบุตรบุญธรรมต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่

ถึงแม้บิดามารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน เว้นแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตหรือถูกถอนอำนาจปกครอง

เอกสารประกอบการพิจารณาของเด็ก
  1. สำเนาสูติบัตรเด็ก จำนวน 1 ฉบับ
  2. สำเนาทะเบียนบ้าน จำนวน 1 ฉบับ
  3. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน จำนวน 1 ฉบับ
  4. สำเนาหลักฐานการเปลี่ยนชื่อ- นามสกุล จำนวน 1 ฉบับ
  5. รูปถ่ายหน้าตรง ขนาด 2 นิ้ว เท่านั้น จำนวน 1 รูป (ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน) กรณีเป็นเด็ก อายุตั้งแต่แรกเกิด - 5 ปี อนุโลมให้ใช้รูปขนาดโปสการ์ดได้
  6. กรณีเด็กมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี เด็กต้องมาลงนามแสดงความยินยอมเป็นบุตรบุญธรรมต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าท
  7. กรณีเด็กมีอายุ 12 ปีขึ้นไป ให้เด็กเขียนบันทึกระบุเหตุผลที่ต้องการ และยินยอมเป็นบุตรบุญธรรมของผู้ขอรับเด็ก
เอกสารประกอบการพิจารณาของผู้รับรอง จำนวน 2 คน

ผู้รับรองต้องรู้จักกับผู้ขอรับเด็ก เช่น บิดามารดา ญาติพี่น้อง เพื่อน ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หัวหน้าหน่วยงาน

  1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือสำเนาบัตรข้าราชการ คนละ 1 ฉบับ
  2. สำเนาทะเบียนบ้าน คนละ 1 ฉบับ

* ผู้รับรองไม่ต้องมาในวันที่ผู้ขอรับเด็กนำคำร้องมายื่น แต่ต้องรับรองสำเนาเอกสารของตนเองให้เรียบร้อย
** บุคคลที่เชื่อถือได้  ในแบบ  บธ.4  หน้าที่  5, ผู้รับรองในแบบ บธ. 7 ข้อ  11  และผู้รับรองที่ลงนามในหนังสือรับรองต้องเป็นบุคคลคนเดียวกันเท่านั้น 

*** การรับรองใน แบบ  บธ. 7   ข้อ 11  ของผู้รับรอง ให้เขียนรับรองผู้ขอรับเด็กว่ามีความเหมาะสมที่จะเลี้ยงดูเด็กอย่างไรบ้างตามความคิดเห็นของผู้รับรอง เช่น  ความมั่นคงของรายได้   หน้าที่การงาน  ความประพฤตินิสัยใจคอ  อารมณ์จิตใจ   สภาพครอบครัว  และให้ระบุระยะเวลาที่ผู้ขอรับเด็กได้อุปการะเลี้ยงดูเด็กด้วย

หมายเหตุ 
  1. เอกสารหลักฐานของทุกคน (ยกเว้นของผู้รับรอง) ให้นำฉบับจริงมาแสดงด้วย ในวันที่นำคำร้องขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมมายื่น
  2. ไม่อนุญาตให้ผู้ขอรับเด็ก หรือบุคคลอื่นใดนำหนังสือแสดงความยินยอมต่าง ๆ ไปให้ผู้ที่ต้องมาลงนามต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่ไปลงนามที่อื่นทุกกรณี

ที่อยู่ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่
(ศูนย์ประสานเพื่อพิทักษ์สิทธิเด็กและสตรีจังหวัดเชียงใหม่)
ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ชั้น 5 ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50300
โทรศัพท์ 0- 5311- 2643 และ โทรสาร 0-5311-2644 (ติดต่อในวันและเวลาราชการ)

การขอรับเด็กไปอุปการะเลี้ยงดูแบบครอบครัวอุปถัมภ์ขึ้นไป

เอกสารสำหรับผู้ขอที่ต้องเตรียม
  1. สำเนาทะเบียนบ้าน คนละ 1 ฉบับ
  2. สำเนาบัตรประชาชน / บัตรข้าราชการ / บัตรพนักงานรัฐวิสาหกิจ คนละ 1 ฉบับ
  3. ใบรับรองแพทย์ว่ามีร่างกายและจิตใจสมบูรณ์ดี คนละ 1 ฉบับ
  4. สำเนาทะเบียนสมรส 1 ฉบับ หรือสำเนาทะเบียนการหย่า สำเนาใบมรณะบัตร (กรณีคู่สมรสเสียชีวิตแล้ว)
  5. รูปถ่ายหน้าตรงขนาด 2 นิ้ว คนละ 1 รูป (ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน)
  6. ใบแจ้งความ (กรณีเด็กเป็นเด็กถูกทอดทิ้ง)
  7. รูปถ่ายสภาพบ้าน จำนวน 3 ภาพ
เอกสารสำหรับเด็กที่จะขออุปการะ
  1. สำเนาสูติบัตรเด็ก คนละ 1 ฉบับ
  2. สำเนาทะเบียนบ้าน คนละ 1 ฉบับ
  3. ใบรับรองแพทย์ รับรองสุขภาพร่างกายของเด็ก คนละ 1 ฉบับ
  4. รูปถ่ายหน้าตรงขนาด 2 นิ้ว คนละ 1 รูป (ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน)
  5. สำเนาใบมรณะบัตรบิดามารดา (กรณีบิดามารดา หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิต) คนละ 1 ฉบับ
  6. สำเนาแสดงผลการเรียนของเด็ก จำนวน 1 ชุด
  7. หนังสือรับรองการเรียนของเด็ก จำนวน 1 ฉบับ
ลักษณะเด็กที่จะขอรับ
  1. เด็กในสถานสงเคราะห์ของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (ไม่ได้รับเงินค่าเลี้ยงดู)
  2. เป็นเด็กที่กำพร้าบิดามารดา หรือถูกทอดทิ้ง หรือบิดามารดาไม่สามารถเลี้ยงดูได้ด้วยเหตุผลความจำเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วเด็กอยู่ในความดูแลของผู้อุปการะซึ่งเป็นญาติของเด็ก
  3. เป็นเด็กที่กำพร้าบิดามารดา หรือถูกทอดทิ้ง หรือบิดามารดาไม่สามารถเลี้ยงดูได้ด้วยเหตุผลความจำเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วเด็กอยู่ในความดูแลของผู้อุปการะซึ่งมิได้เป็นญาติของเด็ก
คุณสมบัติของผู้อุปการะ
  1. อายุต้องไม่น้อยกว่า 25 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ และต้องมีอายุมากกว่าเด็กที่อุปถัมภ์ ไม่น้อยกว่า 15 ปี
  2. ที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งเหมาะสม
  3. การขออุปการะต้องได้รับความเห็นชอบจากทุกคนในครอบครัว
  4. พร้อมที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (ฝล.2)

กรณีชาวต่างชาติขอรับบุตรติดภรรยาหรือหลานของภรรยาเป็นบุตรบุญธรรมขึ้นไป

สถานที่ติดต่อยื่นเรื่อง

ศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม เลขที่ 255 ถนนราชวิถี เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 โทรศัพท์ 02-3547500 , 02-3547509 (ตั้งอยู่ในสถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี)

เอกสารที่ต้องเตรียม (พร้อมทั้งเตรียมเอกสารฉบับจริงเพื่อแสดงต่อเจ้าหน้าที่)
  1. ผู้ขอรับเด็กและคู่สมรส
    1. สำเนาหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง
    2. สำเนาใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว หรือ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน คนละ 2 ฉบับ
    3. ใบรับรองจากแพทย์ซึ่งแสดงว่ามีร่างกายและจิตใจสมบูรณ์ คนละ 1 ฉบับ
    4. รูปถ่ายหน้าตรงขนาด 2 นิ้ว คนละ 4 รูป พร้อมทั้งรูปบุตรในครอบครัว (ถ้ามี)
    5. เอกสารแสดงทรัพย์สิน
    6. เอกสารรับรองการทำงานและรายได้ และเอกสารรับรองการเงินย้อนหลัง ไม่เกิน 6 เดือนและใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว (WORK PERMIT)
    7. สำเนาทะเบียนสมรส หรือสำเนาทะเบียนหย่า
    8. สำเนาใบสำคัญถิ่นที่อยู่ หรือ สำเนาทะเบียนบ้าน คนละ 2 ฉบับ
    9. เอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศที่ผู้ขอมีภูมิลำเนาอยู่รับรองว่าสามารถรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมได้ตามกฎหมาย
    10. เอกสารจากหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองที่ผู้ขอมีภูมิลำเนาอยู่ ซึ่งรับรองว่าสามารถนำเด็กที่จะเป็นบุตรบุญธรรมเข้าประเทศได
    11. เอกสารรับรองความประพฤติและความเหมาะสมทั่วไปจากบุคคลที่เชื่อถือได้ 2 คน เอกสารจะต้องได้รับการรับรองจากสถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศผู้ขอด้วย
  2. บิดามารดาเด็กหรือผู้ปกครอง
    1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของบิดามารดาหรือผู้ปกครอง คนละ 2 ฉบับ
    2. สำเนาทะเบียนบ้านคนละ 2 ฉบับ
    3. สำเนาทะเบียนสมรส หรือสำเนาทะเบียนหย่า พร้อมบันทึกการหย่าหรือสำเนาใบมรณะบัตรหรือคำสั่งศาล
    4. รูปถ่ายหน้าตรงขนาด 2 นิ้ว คนละ 2 รูป (ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน)
    5. หลักฐานการเปลี่ยนชื่อ – สกุล
  3. เด็กที่จะเป็นบุตรบุญธรรม
    1. สำเนาสูติบัตรเด็ก 2 ฉบับ
    2. สำเนาทะเบียนบ้านเด็ก 2 ฉบับ
    3. สำเนาการเปลี่ยนชื่อ – สกุล (ถ้ามี)
    4. รูปถ่ายหน้าตรงขนาด 2 นิ้ว 2 รูป (ถ้าเป็นเด็กอนุโลมให้ใช้รูปถ่ายขนาดโปสการ์ดได้)
    5. ถ้าเด็กอายุเกิน15 ปี บริบูรณ์ ถ่ายสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 2 ฉบับ
หมายเหตุ ติดต่อศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม E-mail Address: adoption@loxinfo.co.th

*** กรณีชาวต่างประเทศยื่นคำขอรับเด็กผ่านหน่วยงานต่างประเทศ จะไม่อนุญาตให้บิดามารดาเด็กลงนามในหนังสือแสดงความยินยอม (บธ.6) ก่อนที่ศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมจะได้รับเอกสารคำขอรับเด็กจากหน่วยงานของประเทศที่ผู้ขอรับเด็กมีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่